Thitikorn Public Company Limited. ประพล พรประภา คลื่นลูกใหม่ของ TK
เป็นโอกาสดีของ www.eFinanceThai.com ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ประพล พรประภา รองกรรมการผู้จัดการ บมจ . ฐิติกร (TK) ซึ่งถือเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอีกคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสามารถรอบด้าน หากติดตามข้อมูลตั้งแต่ต้นจนจบจะพบว่าผู้บริหารคนนี้มากอะไรมากกว่าที่คุณคิด
ผมมีพี่น้อง 3 คน เกิดในครอบครัวที่มีเชื้อชายจีน ผมเป็นคนกลาง มีพี่สาวและน้องสาว ตอนเด็กเริ่มเรียนที่อัสสัมชัญจนถึง ม .3 พอจบก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาอยู่ประมาณ 8 ปีทั้งไฮสคูลและมหาวิทยาลัย โดยจบการศึกษาทางด้าน Finance และทางด้าน Economic แล้วก็ไปทำงานอยู่ที่แบงก์ฝรั่ง ทำที่ เจพี มอร์แกนอยู่ 4 ปี ทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ฮ่องกง สิงค์โปร์ และนิวยอร์ค หลังจากนั้นก็มาทำงานบริษัทของครอบครัว คือ บมจ . ฐิติกร ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ . ศ . 2515 โดยประมาณปี 2000 ก็เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทมีฐานลงทุนที่แข็งแกร่งมาก และก็ขยายออกไปต่างจังหวัด
ส่วนตั้งแต่มาทำงานที่บริษัทฐิติกรณ์ก็โชคดีที่พนักงานหรือผู้ร่วมงานทุกคนก็อยู่กับบริษัทมานาน ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ก็อยู่มา 20 30 ปี ทุกคนล้วนมีความรู้ความสามารถทางด้านนี้มาก คือ ผมเข้ามาเรียนรู้งานจากพวกเขามากกว่าที่เขาจะมาเรียนรู้อะไรจากผม ส่วนตอนที่ผมเข้ามาอายุก็ยังไม่มากประมาณ 28 ปี พนักงานก็เป็นเหมือนญาติพี่น้องกัน เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก สอนงานต่างๆ ให้ทำให้เข้าใจงานได้อย่างลึกซึ้ง เรียนรู้งานได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ด้วยความเป็นกันเองทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน คือ ทำงานเหมือนครอบครัว งานที่ผมเคยทำก่อนหน้านั้นจะเป็นประเภท Investment Bank เป็นงานที่คิดถึงเรื่องวิธีการที่นำเสนอบริษัทให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือต้องการเพิ่มทุน ต้องการหา Partner หรือทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการ Restructure จะเป็นงานการ Advicesery มากกว่า คือ แนะนำว่าควรทำอะไรแล้วก็เสนอเขาไป หมายถึง เสนอผู้บริหารสูงสุดของบริษัทนั้นๆ ซึ่งมันจะไม่ใช่งานประจำ เป็นงานที่เสร็จเป็นงาน ๆ ไป แล้วที่เจพี มอร์แกน เมื่อก่อนก็เป็นบริษัทระดับโลกซึ่งมีองค์กรใหญ่ มีสาขาไปทั่วโลก อยู่มาเป็นร้อยๆ ปี พนักงานเป็นหมื่น ๆ คน ส่วนงานที่ ฐิติกรเป็นบริษัทคนไทย ไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่งานที่ทำก็จะเป็น operation มากกว่าเป็นงาน Routine ทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นงานจะต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ไม่ได้จบเป็นงานๆ ซึ่งทั้งสองงานมีทั้งข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน
ในการทำงานที่นี่ ยอมรับว่ามีความหนักใจเป็นบางเรื่อง แต่โดยรวมบริษัทของเราทำงานเป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหมือนครอบครัว เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาทางด้านการทำงานเท่าไร แต่เรื่องการแข่งขันก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งบริษัทมีธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะบริษัทให้บริการเช่า ซึ้อรถจักรยานยนต์ กับรถยนต์ เราเป็นที่ 1 ทางด้านรถจักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ มานานถึง 25 ปีติดต่อกัน และน่าจะเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในการให้เช่าซึ้อจักรยานยนต์ โดยคู่แข่งเราก่อนปี 1997 ส่วนใหญ่เป็นบริษัทคนไทยด้วยกัน แต่หลังจากนั้นก็มีบริษัทต่างชาติเข้ามาไม่ว่าจะเป็นบริษัทระดับโลกอย่างกลุ่มจีอี หรือ บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมองเห็นว่าธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรค่อนข้างมากโดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเรามีการเจริญเติบโตรวมถึงผลกำไรค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นจึงมีการแข่งขันกัน ซึ่งก็เป็นข้อดีทำให้ตลาดตื่นตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคสำหรับเราการแข่งขัน สูงขึ้น
เท่าที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่ให้รู้สึกท้อแท้ เพราะถ้ามองเรายืนอยู่ในจุดที่โชคดีกว่าคนอื่น รวมถึงพนักงานเราด้วย และเมื่อมองเราจะเจอคนที่ลำบากกว่าเราอยู่ตลอด ซึ่งทุกคนในบริษัทก็คิดเช่นกัน
การประสบความสำเร็จนั้นเราคงตัดสินตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นตัดสิน โดยความสำเร็จในความคิดของผม คือ จุดสูงสุดในชีวิตแต่ละเรื่อง ซึ่งคิดว่าผมยังไม่ถึงจุดตรงนั้นแต่จากประสบการณ์ การทำงานที่นี่ การที่ได้ร่วมงานกับคน คือ มีเป้าหมายเหมือนกัน และเราวางแผนงานเห็นบริษัทเจริญเติบโต มันก็เป็นความภูมิใจของทั้งบริษัท และพนักงานทุกคน เนื่องจากทุกคนทำงานในธุรกิจนี้มานานเห็นมันเติบโตด้วยตัวของมันเองก็มีความสุขและก็ภาคภูมิใจ
บริษัทจะแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยฐานะที่ผมเป็นผู้บริหารก็ตั้งกรอบและจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่จะปล่อยให้ทำงานด้วยแนวคิดของตัวเอง ซึ่งเราจะมีกรอบให้ แต่จะไม่ค่อยลงรายละเอียดมากๆ ก็ให้ผู้บริหารของเราบริหารได้อย่างเต็มฝีมือ เพราะผู้บริหารเราทำงานตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน และมีนโยบายที่ให้ผู้บริหารมีการโยกย้ายไปในหน่วยงานต่างๆ มีการ Rotate อยู่ตลอด เขาจะรู้งานเกือบทุกด้าน ฉะนั้นเรื่องความรับผิดชอบและก็ประสบการณ์ผมก็มั่นใจให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่
เนื่องจากผมเป็นคนโสด เวลาส่วนใหญ่จะให้กับครอบครัวตลอด เนื่องจากทำงานอยู่ตึกใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่ช่วงกลางวันก็จะทานข้าวด้วยกัน รวมถึงตอนเย็นถ้าไม่มีอะไรก็จะทานข้าวกันครอบครัวเช่นกัน ส่วนเวลาให้กับตัวเอง หลังจากกลับจากทำงานเสร็จกลับบ้าน ส่วนใหญ่ก็จะออกกำลังกายที่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่เราได้พักผ่อนให้มีเหงื่อออกมาก ซึ่งเป็นการคลายความเคลียดด้วย โดยออกกำลังประมาณอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง กีฬาที่ชอบจริง ๆ ตอนเด็กชอบตีเทนนิส ตีสควอสซ์ แต่ช่วงนี้ชอบ มวยไทย ก่อนหน้านี้ก็มีพนักงานบริษัทคนหนึ่งเป็นอดีตนักมวย พอตอนเย็น ๆ ก็จะชอบซ้อมมวยกันอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้เล่นมาเป็นปีแล้ว ส่วนงานอดิเรก มีไปต่างจังหวัดบ้าง ไปในที่แปลก ๆ ต่างประเทศบ้าง ถ้าครอบครัวไม่เที่ยวในเมืองไทยก็จะเป็นต่างประเทศเมืองที่แปลกๆ ส่วนใหญ่ก็จะขับรถวนดูเมืองเล็กๆ ซึ่งปกติคนไม่ไปกัน อย่างล่าสุดก็ไปสแกนดิเนเวียไปซัก 2 ประเทศ อยู่กันประมาณสัก 7-8 วัน ก็เป็นการพักผ่อนอีกอย่างหนึ่ง ระหว่างขับรถไปก็ได้คุยกันไป ได้ดูธรรมชาติไปด้วย ส่วนไปเที่ยวกับเพื่อนในเมืองไทยส่วนใหญ่ก็จะไปจังหวัดแปลกๆ ที่คนไม่ค่อยไป และก็มีสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง
คุณพ่อกับคุณแม่จะเป็นกำลังใจคนละด้าน โดยคุณพ่อจะเน้นการทำงานให้กับสังคมจะดูนโยบายในบริษัทโดยรวม แต่งานประจำท่านไม่ทำแล้ว ท่านชอบออกไปช่วยเหลือสังคม ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการศึกษา ช่วยงานการศึกษา ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ระดับประเทศ ระดับโรงเรียน ส่วนคุณแม่ เป็นคนที่ขยัน อดทน ทำงานเก่ง และก็เป็นกำลังใจสำคัญ ซึ่งไม่เคยพบใครอดทนเท่าคุณแม่มาก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ว่าเราเจออะไรน่าจะเป็นเรื่องเล็ก เพราะทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ก็เป็นคนสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาด้วยตัวท่านเอง
บริษัทเราตั้งมา 36 ปี มีประสบการณ์ทางด้านนี้โดยเฉพาะ เราเป็นที่หนึ่งด้านการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ฐานทุนก็แข็งแกร่ง และความสามารถในการกู้เงินมีศัยภาพอีกเยอะ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ประมาณ 1 เท่านิด ๆ เท่านั้นเอง และทริสให้เครดิตเรตติ้งที่ B+ Stable และมีผลกำไรที่ดี ฉะนั้นก็อยากให้ท่านนักลงทุนทั้งหลายก็มั่นใจได้ว่า TK แข็งแกร่งและมีการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคต
โดย .. นกน้อยในไร่ส้ม อ้างอิง : บทสัมภาษณ์ Management' s Lifestyle>>.www.efinancethai.net |
![]() |