สารจากประธานกรรมการ

ดร.ชุมพล พรประภา
ประธานกรรมการ

เรียนท่านผู้ถือหุ้น

เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2562 แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดในรอบ 100 ปีคือการพบการระบาดของ Corona Virus (Covid19) ในประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่มณฑล Wuhan ในเดือน ธันวาคม 2562 และแพร่กระจายไปยังเมืองต่างๆจนประเทศจีนได้ประกาศปิดมณฑล Wuhan ในเดือน มกราคม 2563 และปิดประเทศในเดือน มีนาคม ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวจีนจำนวนมากมาท่องเที่ยว ตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID 19 (นอกประเทศจีน)เป็นที่แรกของโลกเมื่อเดือนมกราคม 2563 ส่งผลให้รัฐบาลไทยประกาศปิดประเทศในเดือน มีนาคม ถึงเดือน เมษายน2563 ทำให้การแพร่ระบาดในรอบแรก (Wave 1) สามารถยับยั้งได้อย่างชะงักงัน โดยมีผู้ป่วย 2,907 คน เสียชีวิต 51 คน ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการปิดประเทศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวกลับมา อีกทั้งมาตรการ พรก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท (6.5 %ของ GDP) เพื่อเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid 19 โดยมีการสนับสนุนเงิน 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดประเทศ จำนวน 15.3 ล้านและสนับสนุนอีก 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมให้แก่เกษตรกร 7.5 ล้านคน อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย/กระทรวงการคลังมีนโยบายพักชำระหนี้ให้กับประชาชน โดยขอความร่วมมือกับภาคธุรกิจการเงินเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระหนี้ให้แก่ประชาชน

โดยบริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพักชำระหนี้ในช่วงเดือน เมษายนถึง มิถุนายน สำหรับลูกค้าทั้งในประเทศไทย สปป.ลาว และกัมพูชา สำหรับลูกค้าชั้นดีในประเทศไทยได้รับการคุ้มครองหากตรวจพบ Covid 19 ถึง 10,000 บาท และหากเสียชีวิตจาก Covid 19 ลูกค้ารายนั้นๆ ไม่ต้องผ่อนชำระค่างวดที่เหลือ โดยทางบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์ให้กับทายาททันที ซึ่งทางบริษัทได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า อีกทั้งบริษัทได้ใช้โอกาสนี้เร่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาใช้ระบบ Digital ให้มากขึ้น โดยสนับสนุนให้ทีมงานของบริษัทและลูกค้า ใช้ Mobile App ของบริษัท ณ สิ้นปี 2563 มีลูกค้าของบริษัท ใช้ TK Plus App และ TK Line เกือบ 200,000 ราย ซึ่งเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าในการทำธุรกรรมกับบริษัทได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย (Convenience , Speed, and Security) เป็นการเพิ่มช่องทางให้กับลูกค้าใน ช่วง New Normal และ Digital Tranformation

เศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ 6.1 % และการส่งออกติดลบ 6.6 % ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นผลมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับจีน ต่อเนื่องจากปีก่อนๆ และการระบาดทั่วโลกของ Covid 19ส่งผลให้ทั่วทั้งโลก ใช้มาตรการปิดประเทศ บางประเทศมีการแพร่ระบาดหลายรอบ (Multiple waves) และ ณ สิ้นปี 2563 มีคน ติดเชื้อ Covid 19 ทั่วโลก ทั้งสิ้น 83,060,536 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิต 1,812,050 คน และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งค่าเงินบาทซึ่ง ยังคงแข็งค่า เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลก ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลก WTI มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ US$ 38.6 ต่อ Barrel ลดลง 40.1 % จากปี 2562 ส่งผลให้สินค้าเกษตรหลักของประเทศไทยเช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย และน้ำตาล มีราคาลดลง ในด้านการส่งออกข้าว ประเทศไทยทำได้ 5.7 ล้านตัน ลดลง 24.5 % จากปีก่อนหน้า โดยอยู่ในลำดับ 3 ของโลก ประกอบกับวิกฤตภัยแล้งในปี 2563 ต่อเนื่องไปถึงปี 2564 จะส่งผลกระทบกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจาก มีประชาชนประกอบอาชีพด้านเกษตรกรถึง 9.4 ล้านคน หรือเป็นสัดส่วน 28.8 % ของคนทำงานทั้งหมด 37.4 ล้านคน อีกทั้งหนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86.6 % ของ GDP ในไตรมาส 3 โดยมีมูลค่าสูงถึง 13.8 ล้านล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำคัญของประเทศ มีสัดส่วนประมาณ 12 % ของ GDP ทำรายได้ 1.95 ล้านล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยว 39.8 ล้านคน ในปี 2562 แต่ในปี 2563 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีเพียง 6.7 ล้านคน(จากไตรมาส 1 ของปี 2563) ลดลง 83.2 % สร้างรายได้ 0.3 ล้านล้านบาท ลดลง 82.9 % เทียบกับปี 2562 ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวไทย มีจำนวน 108 ล้านคน ลดลงจาก 227.8 ล้านคน หรือลดลง 52.6 % สร้างรายได้ 0.4 ล้านบาท ลดลงจาก 1.1 ล้านล้านบาท หรือลดลง 61.1 % ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ ครั้งแรกที่โรงแรมมีการปิดเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยว สายการบิน มีเครื่องบินจอดเนื่องจากทั่วโลกมีการเดินทางลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบโดยตรงกับคนทำงานภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับคนที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมการบิน ถึง 2.5 ล้านคน หรือเป็นสัดส่วน 6.7 % ของคนทำงานทั้งหมด ส่วนด้านการลงทุนในปี 2563 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก Board of investment (BOI) รวมทั้งสิ้น 481,150 ล้านบาท ลดลง 30 % จาก 691,390 ในปีที่ผ่านมา ณ สิ้นปี 2563 ทั่วโลกมีการลงทุน มีการวิจัย Vaccine Covid 19 อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในหลายประเทศประสบความสำเร็จในการคิดค้น Vaccine Covid 19 ซึ่งได้มีการผลิตและเริ่มมีการฉีด Vaccine ไปแล้วหลายประเทศ คาดว่าจะช่วยให้การระบาดลดลง และลดการเสียชีวิตอีกทั้งจะส่งผลให้ประชาชนทั่วโลกกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในเวลาอันใกล้นี้

ในปี 2563 ตลาดรถจักรยานยนต์มียอดจำหน่ายลดลง 3 ปีต่อเนื่อง รถจักรยานยนต์มียอดจำหน่าย 1,517,682 ลงลง 11.7 % ส่วนตลาดรถยนต์มียอดจำหน่ายลดลง 2 ปีต่อเนื่อง โดยมียอดจำหน่าย 792,110 คัน ลดลง 21.4 % ในปี 2563 บริษัทมีนโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากการระบาดของ Covid 19 เป็นผลให้ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิอยู่ที่ 4,591.3 ล้านบาท ลดลง 38.3 % ในขณะที่ลูกหนี้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศอยู่ที่ 2,993.0ล้านบาท ลดลง.47.6.% ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 214.4.ล้านบาท ลดลง 30.9.% ในขณะที่ลูกหนี้เช่าซื้อในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชาอยู่ที่ 1,061.2ล้านบาท ลดลง 13.8% คิดเป็นสัดส่วน26.2% ของลูกหนี้เช่าซื้อรถจักยานยนต์สุทธิของกลุ่มบริษัท โดยทางกลุ่มบริษัทได้รับการอนุมัติเปิดสาขาเพิ่มอีก 6 แห่งในราชอาณาจักรกัมพูชาโดยอยู่ในระหว่างการอนุมัติของธนาคารกลางแห่งสปป.ลาว อีก 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับอนุมัติเปิดสาขา ในปี 2564 นี้

และเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 ทางบริษัทได้รับการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นให้เช่าซื้อ Myanmar Finance International Limited (MFIL) ในมูลค่าไม่เกิน 450,000,000 บาท โดย MFIL มีสาขา 13 แห่ง ลูกค้า 55,000 ราย ซึ่งก่อนเกิดการระบาด Covid 19 ทางบริษัทคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ภายในปี 2563 แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหภาพเมียนมา การเข้าทำรายการซื้อขายจึงต้องเลื่อนไปแต่คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้

ในส่วนการใช้ระบบ Digital ในการทำงานเพื่อประสิทธิภาพความแม่นยำของข้อมูลในการบริการลูกค้า ทางบริษัทได้พัฒนาระบบ Mobile Application ซึ่งได้เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2558 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบัน พนักงานภาคสนามใช้ระบบนี้ถึง 1,038 คนในประเทศไทย อีกทั้งใน สปป.ลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา พนักงานภาคสนามได้เริ่มใช้ระบบเดียวกันมาเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบันมีพนักงานใช้ระบบของบริษัท 245 คนในต่างประเทศ รวมแล้วพนักงานภาคสนามที่ใช้ระบบนี้ถึง 1,283 คน ซึ่งเป็นผลให้ทางบริษัทสามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งในช่วงการแพร่ระบาด Covid 19 ทางบริษัทได้ส่งเสริมลูกค้าในประเทศไทยใช้ Mobile Application ทั้ง TK Plus และ TK Line ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย อีกทั้งสามารถชำระเงินผ่านทาง Application ทาง Online Banking ทำให้ลดการใช้กระดาษทั้งใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรายเดือน ได้กว่า 5 ล้านใบต่อปี ลดการใช้ต้นไม้ได้ 332 ต้น ลดมลภาวะ CO2 ได้ 12.5 ตัน/ปี ซึ่งเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และประหยัดต้นทุนไปพร้อมๆกัน ซึ่งทางบริษัทมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ การใช้ระบบนี้ในสาขาต่างประเทศ

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ นักลงทุน สถาบันการเงิน สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และท่านผู้ถือหุ้นที่ได้ให้ความไว้วางใจ และให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา ความสำเร็จขององค์กรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดจากความมุ่งมั่น และประสบการณ์ของบุคลากร ตลอดจนผู้บริหาร พนักงานของบริษัท ทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการชั้นนำ ต่อเนื่องมา 48 ปี ในธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย บริษัทยังคงเดินหน้าขยายงานเพื่อเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ข้าพเจ้ามีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า กลุ่มบริษัทฐิติกร จะเติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศ และในอาเซียน อย่างยั่งยืนในอนาคตสุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขออวยพรให้ทุกท่านปลอดภัยจากการระบาดของ Covid 19 ทางเราจะเตรียมพร้อมเพื่ออนาคต ที่วิกฤตนี้จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีในเร็ววัน