สารจากประธานกรรมการ

ดร.ชุมพล พรประภา
ประธานกรรมการ

เรียนท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ภายใต้บริบทของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจโลกหลังผ่านช่วงความผันผวนจากวิกฤตการณ์โรคระบาด COVID-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงในหลายประเทศหลัก และการปรับตัวของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีอัตราการขยายตัว 2.4% ขยายตัวลดลงจากปี 2567 ที่ 2.5% เนื่องจากในครึ่งปีหลังมีผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยว ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ แม้ว่าในปี 2568 รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านเช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส โครงการแจกเงินให้ผู้พิการและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่การใช้จ่ายในประเทศยังมีทิศทางอ่อนตัวลง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่เผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนหลักจากภาคการท่องเที่ยว การลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน และการส่งออก ส่งผลให้รายได้จากภาคบริการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน ลดลง 7.2% จากปี 2567 เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.7% จากปี 2567 ในด้านการลงทุน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้น การลงทุนจากต่างชาติในไทยปี 2568 มีมูลค่าลงทุนรวม 3.24 แสนล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 5 ปี และสูงกว่าปี 2567 42% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การย้ายฐานการผลิต และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการส่งออกของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 3.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.9% จากปี 2567 ถือเป็นการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการเร่งส่งออกจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ และสัญญาณความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

ในด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลกเริ่มอยู่ในช่วงขาลงเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีรวม 3 ครั้ง รวม 75 bps จาก 4.25 - 4.50% ณ สิ้นปี 2567 ลงมาที่ 3.50 - 3.75% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนธนาคารกลางของสหภาพยุโรป EU ได้คงดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ 2.0% ณ สิ้นปี 2568 หลังจากปรับลดลง 8 ครั้งติดต่อกัน สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2568 ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งรวม 100 bps จาก 2.25% ณ สิ้นปี 2567 ลงมาเหลือ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการบริโภคที่ลดลงและผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง

สำหรับอุตสาหกรรมเช่าซื้อและสินเชื่อรายย่อยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบจากการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบสีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และมาตรการการกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน การควบคุมเพดานอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมที่มีผลบังคับใช้อย่างจริงจังในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อและการติดตามหนี้อย่างรอบคอบ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อในอนาคต

ในปี 2568 ตลาดรถจักรยานยนต์มียอดจำหน่าย 1,735,366 คัน เพิ่มขึ้น 1.6% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัวลงในปีก่อนหน้า ส่วนตลาดรถยนต์มียอดจำหน่าย 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.5% เป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรก หลังจากหดตัวต่อเนื่อง 2 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในนโยบายการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ มุ่งเน้นคุณภาพสินเชื่อมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ ปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์กำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ และให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้ให้กู้ยืมสุทธิของบริษัทฯ อยู่ที่ 1,624.8 ล้านบาท ลดลง 18.5% โดยมีลูกหนี้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศอยู่ที่ 358.0 ล้านบาท ลดลง 53.2% ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 186.3 ล้านบาท ในขณะที่ลูกหนี้เช่าซื้อใน สปป.ลาว และ กัมพูชา อยู่ที่ 934.2 ล้านบาท ลดลง 1.1% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 57.5% ของลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้ให้กู้ยืมสุทธิของบริษัทฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีเงินสด,เงินฝากและสินทรัพย์ทางการเงิน 3,524.6 ล้านบาท คิดเป็น 62.5% ของสินทรัพย์รวม อีกทั้งมีหนี้สินต่อทุนที่ 0.06 เท่า

ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและฐานะทางการเงินอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การควบคุมต้นทุน และการพัฒนาระบบงานภายใน รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ การให้บริการลูกค้า และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งยังมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว คณะกรรมการบริษัทตระหนักดีว่า ความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวไม่ได้วัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล การพัฒนาบุคลากร การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัท ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการเงิน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า ด้วยฐานะทางการเงินที่มั่นคง การบริหารจัดการอย่างรอบคอบ และความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน บริษัทฯ จะสามารถก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดดลบันดาลให้ท่านผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ และมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป